ธุรกิจส่วนตัว กับเงินยืม5พันบาท
จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไง เริ่มจากไหนดี?
มาอ่านเรื่องนี้เถอะครับ รับรองว่า เรื่องนี้คุ้มค่าจริงๆครับ...
แชร์ประสบการณ์ เริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว
เริ่มต้นจากติดลบ ด้วยเงินที่ยืมมา 5000 บาท!
ทำธุรกิจส่วนตัวอะไรดี บทความการสร้างธุรกิจส่วนตัว/SME
อาชีพเสริมหรือเป็น อาชีพหลักต่อไปในอนาคต
ข้อมูลความรู้ด้านธุรกิจ การบริหารจัดการ เจ้าของธุรกิจ ...
เรื่องจริง อายุ 26 ปี ธุรกิจส่วนตัว กับเงินเก็บ 8 หลัก (อายุ 26 ปี กับเงินเก็บในบัญชี 8 หลัก ชีวิตไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มต้นจากติดลบ ด้วยเงินที่ยืมมา 5000 บาท)
นี้คือเรื่องจริงในชีวิตของเราที่อยากเล่าให้เพื่อนๆที่กำลังท้อแท้ สิ้นหวัง ได้ลองอ่านดู หวังว่าจะ สร้างกำลังใจ แรงผลักดันให้เพื่อนๆได้ไม่มากก็น้อย
เรื่องราวของเราเริ่มต้นจากคำว่า “ลำบาก” แต่เราเชื่อว่า “ความลำบากในวัยเด็ก ผลักดันให้เรามาถึงจุดนี้”
ปัจจุบันเราเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจออนไลน์ มีกลุ่มลูกค้าที่สนับสนุนและติดตามจำนวนมาก มีรายได้สามารถเลี้ยงดูตัวเอง และครอบครัวได้ ด้วยวัยเพียง 26 ปี มีเงินเก็บ 8 หลัก มีบ้าน 2 หลัง มีรถยนต์ 4 คัน ใครจะไปรู้ว่าชีวิตเรากว่าจะมาถึงทุกวันนี้มันไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มันเริ่มจากติดลบ ด้วยเงินทุนก้อนแรกที่ไปหายืมเค้ามาเพียง 5,000 บาท
เรื่องราวที่เราจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เราขอเล่าย้อนหลังชีวิตตั้งแต่วัยเด็กนะคะ เพราะสำหรับเราแล้วทุกสิ่ง ทุกอย่างมันเป็นแรงผลักดันให้มีวันนี้จริงๆ ไม่ใช่ดวง หรือโชคชะตา เราแค่อยากเล่าให้ฟัง ภาษาที่ใช้เขียน ทักษะการเขียนอาจจะไม่สละสลวย แต่ขอยืนยันว่าทุกบรรทัดที่เราเขียนเป็นเรื่องจริง ไม่มีการแต่งเติมเพื่ออรรธรสใดๆทั้งสิ้น
เราเป็นลูกสาวคนที่ 3 ของครอบครัว และมีพี่สาวอีก 2 คน เราเติบโตมาในครอบครัวที่จัดว่ายากจนและลำบาก พ่อรับราชการเป็นตำรวจเงินเดือนสมัยนั้นสตาร์ทหลักพัน เราทั้ง 3 พี่น้องอยู่บ้านพักตำรวจมาตั้งแต่เกิด แม่ชอบเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆไม่มีเงินถึงขนาดที่ รถพ่วงมาขายขนมถาด ลูกร้องอยากกิน แม่ต้องปิดบ้านหนี เพราะไม่มีเงินซื้อขนมให้ลูกกิน
เรื่องนี้ฟังทีไรรู้สึกสะเทือนใจทุกที และคิดว่าถ้าวันนึงตัวเองจะมีลูกจะมีเมื่อพร้อมจริงๆ คนสมัยก่อนเวลาเค้าจะแต่งงานกันใช้ชีวิตด้วยกัน เค้าคิดกันน้อยมาก
ฐานะครอบครัวเริ่มดีขึ้นเมื่อแม่มาทำอาชีพขายหมู เริ่มเห็นเงิน เริ่มมีบ้านเป็นของตัวเอง ซักพักก็มีรถยนต์ และเริ่มซื้อบ้านในตัวเมืองเพิ่มอีก 1 หลัง เพื่อปูทางไว้ในอนาคต เพราะเมื่อลูกโตจะต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนในตัวเมือง เนื่องจากที่ที่ฉันอยู่เค้าเรียกว่าต่างอำเภอหรือชนบท
เหมือนว่าความเป็นอยู่ในครอบครัวกำลังจะดีขึ้นมาก แต่ก็ต้องมาพบกับความลำบากแบบสุดๆอีกครั้งเมื่อพ่อเริ่มติด การพนัน ถึงขั้นหมดบ้านเป็นหลัง หมดรถเป็นคัน และเป็นช่วงที่อาก๋ง หรือพ่อของแม่มาเสีย ทำให้แม่เลิกทำกิจการขายหมูเพราะไม่มีคนขึ้นหมูให้และรู้สึกว่ามันบาปกรรม
จากนั้นแม่ก็ลุยขายก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงครอบครัว นั่นคือ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ครอบครัวเรากลับมาลำบากอีกครั้ง แม่ขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดโดยมีลูกทั้งสามคนช่วยตลอด ตอนนั้นเรียนอยู่ระดับประถมกันหมด ยอมรับว่าชีวิตในวัยเด็กหายไป เพราะแต่ละวันหมดไปกับการช่วยแม่ขายก๋วยเตี๋ยว เนื่องจากแม่เป็นคนทำอาหารเก่งและอร่อย จึงมีลูกค้าประจำจำนวนมาก ลูกๆทั้ง 3 คนก่อนไปเรียนจะต้องช่วยตั้งร้านเตรียมของ ทำเครื่องปรุง กลับจากโรงเรียนก็ต้องช่วยแม่เก็บร้าน ล้างชามจำนวนมากๆ ยอมรับเลยค่ะว่าลำบากตั้งแต่เด็กจริงๆ ไม่มีเวลาเล่นกับเพื่อนเลย
แต่เราว่าเราโชคดีที่มีแม่ขยันมาก ลำพังเงินเดือนพ่อไม่ต้องพูดถึง มันน้อยจนไม่เคยตกมาถึงลูก สิ่งที่ลูกได้จากพ่อคือได้เรียนฟรีเพราะเบิกได้ กลายเป็นแม่ต้องเป็นคนลำบากหาเลี้ยงครอบครัว
ที่เราบอกว่าโชคดีที่มีแม่ขยันมาก มันเป็นความโชคดีจริงๆ เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้และซึมซับอะไรหลายๆอย่างมาจากแม่ เรายังจำได้ดีว่า มีครั้งนึงที่พ่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด 2 คืน ด้วยความขยันของแม่บวกกับความไม่ค่อยมีเงิน แม่เลยชวนลูกๆออกไปลำบากแต่เช้ามืด ด้วยการเข็นรถเข็นที่บรรทุกของมากมาย เดินไปตลาดนัดกันตามประสาแม่ลูกเพื่อขายก๋วยเตี๋ยวให้กับคนที่มาจ่ายตลาดในตอนเช้า อย่างที่บอกแม่เป็นคนทำอาหารอร่อย ไปขายที่ไหนก็มีแต่คนติดใจค่ะ
เงินที่ได้มามันไม่เยอะหรอกค่ะ แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้อะไร มันทำให้เรานิสัยเหมือนแม่ ทุกวันนี้เราคิดเสมอว่า สำหรับเรานะคะ เงินหาไม่ยากเลย ถ้าเราขยัน มีวิธีหาเงินตั้งมากมายจริงๆ
มาถึงจุดเปลี่ยนของครอบครัว เมื่อโรงงานขนาดใหญ่ได้ถูกย้ายออกไป ทำให้คนงานและคนอาศัยลดน้อยลง ตอนนั้นเป็นช่วงที่พ่อต้องย้ายเข้ามารับราชการในตัวเมือง แม่เลยลองย้ายมาตามพ่อ และลุยขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตัวเมือง โดยที่แม่ได้ฝากลูกทั้งสามคนไว้อยู่กับย่า ลูกยังไม่ได้ย้ายตามมาเพราะต้องเรียนหนังสือที่เดิมอยู่ ตอนนั้นเราเองก็รู้สึกลำบากมาก เพราะเงินที่แม่ทิ้งไว้ให้อาทิตย์ละ 100 บาทต่อคน คือมันไม่พอกินจริงๆสำหรับเด็กวัยเรียน
แต่เมื่อคิดกลับกันแม่ลำบากกว่ามาก เพราะแม่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวโดยที่ไม่มีลูกไปช่วย แต่แม่ก็มีแวะมาหาลูกๆบ้าง ทุกครั้งที่แวะมาก็จะฝากพวกตีนเป็ด เครื่องใน ที่เหลือจากการขายก๋วยเตี๋ยวมาให้ลูกเอาไปขาย พวกเรา 3 พี่น้องจะช่วยกันแบ่งใส่เป็นถุงๆมัดให้พองๆ และไปตั้งโต๊ะขายที่ตลาดถุงละ 20 บาท คนเดินผ่านไปผ่านมาสงสารก็ช่วยซื้อ ก็เลยมีรายได้อีกทางนึงไว้สำหรับซื้อขนม ไม่เช่นนั้นจะลำบากมากๆ ถึงขั้นที่บางวันต้องซื้อมาม่าห่อละ 5 บาท 1 ห่อ มากินกับข้าวที่หุงเอาไว้
สุดท้ายพวกเราสามพี่น้องก็ย้ายออกมาอยู่กันเป็นครอบครัว และมาเรียนต่อในเมือง เพื่อช่วยแม่ขายก๋วยเตี๋ยวที่บ้านพักตำรวจเหมือนเดิมค่ะ ตอนนั้นฉันขึ้นชั้นป. 5 พอดี โรงเรียนอยู่ใกล้ร้านของแม่พอดี พักเที่ยงก็ได้สิทธิพิเศษเดินออกมากินข้าวที่ร้านแม่และกลับไปเรียนต่อได้ค่ะ ธุรกิจขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดของแม่เป็นไปได้ด้วยดี มีชื่อเสียง และมีลูกค้าขาประจำมากมาย
ความคิดเห็น